
กลิ่นหอมไม่ได้มีบทบาทเพียงสร้างบรรยากาศหรือความผ่อนคลายเท่านั้น แต่ระบบรับกลิ่นยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ และความทรงจำ งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทดลองศึกษาว่า การได้รับกลิ่นหอมที่หลากหลายในช่วงเริ่มต้นของการนอนหลับเป็นประจำ จะส่งผลต่อความจำและการทำงานของสมองในผู้สูงอายุหรือไม่
งานวิจัยดังกล่าวมีชื่อว่า “Overnight olfactory enrichment using an odorant diffuser improves memory and modifies the uncinate fasciculus in older adults” ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Neuroscience เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2023
งานวิจัยนี้ศึกษาอย่างไร
นักวิจัยรับสมัครผู้สูงอายุชายและหญิงจำนวน 43 คน อายุระหว่าง 60–85 ปี ผู้เข้าร่วมทั้งหมดมีสุขภาพโดยทั่วไปดี สามารถรับกลิ่นได้ และไม่มีการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือภาวะสมองเสื่อม จากนั้นจึงสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมจำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 23 คน
ผู้เข้าร่วมทั้งสองกลุ่มได้รับเครื่องกระจายกลิ่นสำหรับใช้ที่บ้าน โดยกลุ่มทดลองได้รับน้ำมันหอมระเหย 7 กลิ่น ได้แก่
– กุหลาบ
– ส้ม
– ยูคาลิปตัส
– มะนาว
– เปปเปอร์มินต์
– โรสแมรี
– ลาเวนเดอร์
ผู้เข้าร่วมเปลี่ยนกลิ่นวันละหนึ่งชนิดและเปิดเครื่องเมื่อเข้านอน เครื่องจะปล่อยกลิ่นในช่วงสองชั่วโมงแรกของการนอน ทำเช่นนี้ทุกคืนต่อเนื่องเป็นเวลาหกเดือน ส่วนกลุ่มควบคุมใช้เครื่องในลักษณะเดียวกัน แต่ได้รับกลิ่นในปริมาณน้อยมากจนแทบตรวจจับไม่ได้
ก่อนเริ่มและหลังสิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยประเมินความสามารถด้านความจำ การเรียนรู้ การวางแผนและความสนใจ พร้อมตรวจสมองด้วยเทคนิคการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเส้นใยประสาทในสมอง
ตัวเลข “ความจำดีขึ้น 226%” หมายถึงอะไร
ผลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในแบบทดสอบ Rey Auditory Verbal Learning Test หรือ RAVLT ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการเรียนรู้และจดจำรายการคำศัพท์
ในส่วนของการทดสอบครั้งที่ห้า หรือ RAVLT-A5 คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมลดลง 0.73 คะแนน ขณะที่กลุ่มที่ได้รับกลิ่นหอมมีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.92 คะแนน นักวิจัยรายงานว่าความเปลี่ยนแปลงระหว่างสองกลุ่มแตกต่างกัน 226% และมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น ตัวเลข 226% ไม่ได้หมายความว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนมีความจำหรือมีสมองดีขึ้น 226% แต่หมายถึงความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงคะแนนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมในแบบทดสอบความจำเฉพาะรายการหนึ่ง
เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล ในกลุ่มควบคุม 11 คน มีผู้ที่คะแนนดีขึ้น 3 คน คะแนนเท่าเดิม 1 คน และคะแนนลดลง 7 คน ส่วนกลุ่มที่ได้รับกลิ่นหอม 12 คน มีผู้ที่คะแนนดีขึ้น 6 คน คะแนนเท่าเดิม 5 คน และคะแนนลดลง 1 คน
อย่างไรก็ตาม แบบทดสอบด้านสติปัญญารายการอื่น เช่น ความจำขณะทำงาน การวางแผน ความสนใจ และคะแนนประเมินสติปัญญาโดยรวม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม
พบการเปลี่ยนแปลงในเส้นใยประสาทของสมอง
ผลการตรวจสมองพบความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเส้นใยประสาทสมองด้านซ้ายที่เรียกว่า uncinate fasciculus ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงบริเวณสมองส่วนหน้าเข้ากับบริเวณสมองส่วนขมับและระบบที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การเรียนรู้ และความทรงจำ
เส้นทางประสาทนี้มีแนวโน้มเสื่อมลงตามอายุ และเกี่ยวข้องกับการเรียกคืนความทรงจำ การใช้ภาษา และการประมวลผลข้อมูลด้านอารมณ์และสังคม
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าน้ำมันหอมระเหยทำให้ “สร้างสมองใหม่” หรือทำให้เกิดเส้นใยประสาทใหม่โดยตรง งานวิจัยเพียงตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของค่าที่ใช้ประเมินคุณสมบัติของเส้นใยประสาท และยังไม่พบความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างชัดเจนระหว่างระดับการเปลี่ยนแปลงในภาพสมองกับระดับการเปลี่ยนแปลงของคะแนนความจำ
จึงอาจกล่าวอย่างระมัดระวังได้ว่า การกระตุ้นระบบรับกลิ่นอย่างสม่ำเสมออาจมีส่วนสนับสนุนการทำงานและความยืดหยุ่นของเครือข่ายสมองบางส่วน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคสมองเสื่อม
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนนำผลวิจัยไปใช้
แม้งานวิจัยนี้จะให้ผลที่น่าสนใจ แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการ
ประการแรก แม้จะรับสมัครผู้เข้าร่วม 43 คน แต่การวิเคราะห์ผลด้านความจำใช้ข้อมูลของผู้เข้าร่วมเพียง 23 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 11 คนและกลุ่มทดลอง 12 คน เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้สภาพแวดล้อมและช่วงเวลาในการทดสอบผู้เข้าร่วมบางส่วนแตกต่างจากแผนเดิม
ประการที่สอง ผลที่มีนัยสำคัญด้านความจำพบเฉพาะบางส่วนของแบบทดสอบ RAVLT ขณะที่แบบทดสอบด้านสติปัญญาอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สาม ผู้เข้าร่วมเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพและการรับรู้ปกติ ผลการศึกษาอาจไม่สามารถนำไปใช้โดยตรงกับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม โรคทางระบบประสาท หรือปัญหาสุขภาพอื่นได้
ประการสุดท้าย งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท Procter & Gamble และผู้วิจัยสองรายเปิดเผยว่าเคยได้รับค่าเดินทางและค่าตอบแทนจากการบรรยายให้แก่บริษัทดังกล่าว แม้ผู้เขียนคนอื่นจะระบุว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางการเงินที่อาจถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนก็ตาม
นักวิจัยจึงเสนอว่าควรมีการทดลองทางคลินิกที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น เพื่อยืนยันประสิทธิผลและศึกษาว่าผลที่พบสามารถคงอยู่ในระยะยาวหรือใช้กับประชากรกลุ่มอื่นได้หรือไม่
กลิ่นหอมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมอง
การดูแลสุขภาพสมองไม่ควรพึ่งพากลิ่นหอมหรือน้ำมันหอมระเหยเพียงอย่างเดียว การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ การเข้าสังคม และการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ล้วนมีความสำคัญต่อสุขภาพสมองระยะยาว
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางประมาณ 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ พร้อมทำกิจกรรมเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และสำหรับผู้สูงอายุควรเพิ่มกิจกรรมฝึกการทรงตัวเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการหกล้ม
ไม่จำเป็นต้องยึดจำนวน 10,000 ก้าวต่อวันเป็นเป้าหมายตายตัว ผู้ที่ยังไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวสามารถเริ่มจากระยะเวลาหรือจำนวนก้าวที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย แล้วค่อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อควรระวังในการใช้เครื่องกระจายกลิ่น
งานวิจัยนี้คัดผู้ที่มีโรคหอบหืด ภูมิแพ้ ความไวต่อกลิ่น หรือผู้ที่เคยมีอาการน้ำมูกไหล น้ำตาไหล จามหรือผื่นจากกลิ่นออกจากการทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้เครื่องกระจายกลิ่นจะเหมาะสมหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน
ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีประวัติแพ้น้ำมันหอมระเหย หรือผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพก่อนใช้ หากมีอาการระคายเคือง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ไอ แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สะดวก ควรหยุดใช้ทันที
การศึกษานี้เป็นการได้รับกลิ่นจากเครื่องกระจายกลิ่นในอากาศ ไม่ใช่การรับประทานน้ำมันหอมระเหยหรือหยดน้ำมันเข้าจมูกโดยตรง
บทสรุป
งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่น่าสนใจว่า การได้รับกลิ่นหอมที่หลากหลายคืนละสองชั่วโมงติดต่อกันหกเดือน อาจช่วยสนับสนุนความจำทางวาจาบางด้านและอาจสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของเส้นใยประสาทบางส่วนในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 226% ต้องตีความในบริบทของแบบทดสอบเฉพาะรายการ จำนวนผู้เข้าร่วมที่ค่อนข้างน้อย และข้อจำกัดของงานวิจัย จึงยังไม่ควรกล่าวว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถรักษาสมองเสื่อม ป้องกันอัลไซเมอร์ หรือทำให้สมองโดยรวมดีขึ้น 226%
กลิ่นหอมอาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ทำได้ง่ายและน่าสนใจ แต่ควรใช้ควบคู่กับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
—
เอกสารอ้างอิงหลัก
Woo, C. C., Miranda, B., Sathishkumar, M., Dehkordi-Vakil, F., Yassa, M. A., & Leon, M. (2023). Overnight olfactory enrichment using an odorant diffuser improves memory and modifies the uncinate fasciculus in older adults. Frontiers in Neuroscience, 17, 1200448. DOI: 10.3389/fnins.2023.1200448.
เรียบเรียงจากงานวิจัยต้นฉบับ โดยมีที่มาของข้อความภาษาไทยจากบทความและโพสต์ของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ และไม่ควรนำข้อมูลไปใช้กล่าวอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ว่าสามารถรักษา ป้องกัน หรือชะลอโรคสมองเสื่อม
