
หาก “ว่านไพล” คือราชาแห่งการแก้ปวดเมื่อย “ใบพลับพลึง” ก็เปรียบเสมือนคู่แท้ที่ขาดไม่ได้ในตำรับการแพทย์แผนไทยครับ โดยเฉพาะเรื่องการรักษาอาการบวม ฟกช้ำ และการดูแลคุณแม่หลังคลอด
ทำความรู้จักกับ “พลับพลึง”
พลับพลึง (Giant Lily) เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเป็นรูปแถบเรียวยาว หนา และอวบน้ำ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพราะดอกมีสีขาวสวยหอม แต่ในทางสมุนไพร “ใบ” คือส่วนที่มีคุณค่ามากที่สุด
สรรพคุณเด่นของใบพลับพลึง
1. ลดอาการบวมและอักเสบ (External Use)
สรรพคุณที่โดดเด่นที่สุดคือการใช้ “ประคบสด” เพื่อรักษาอาการ:
-
เคล็ดขัดยอก: ช่วยลดอาการบวมช้ำจากอุบัติเหตุหรือการกระแทก
-
ข้อเท้าแพลง: การใช้ใบพลับพลึงลนไฟแล้วพันบริเวณที่แพลงจะช่วยรีดน้ำและลดการอักเสบของเส้นเอ็น
-
อาการปวดข้อ: ช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
2. ภูมิปัญญาสำหรับคุณแม่หลังคลอด (อยู่ไฟ)
ใบพลับพลึงเป็นหัวใจสำคัญของการ “อยู่ไฟ” ในสมัยก่อน:
-
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่: ใช้ใบพลับพลึงลนไฟพอกบริเวณหน้าท้อง เพื่อช่วยขับน้ำคาวปลาและกระชับมดลูก
-
ลดอาการคัดเต้านม: นำใบที่ลนไฟจนนิ่มมาประคบบริเวณเต้านมที่แข็งตึง จะช่วยให้ท่อน้ำนมไหลเวียนดีขึ้น
3. ถอนพิษและแก้อาการคัน
-
ใบพลับพลึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อนของผิวหนัง ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือผดผื่นคันได้ดี
วิธีใช้งานใบพลับพลึงแบบดั้งเดิม
เพื่อให้ได้สรรพคุณสูงสุด ควรเลือกใบพลับพลึงที่ ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป และทำตามขั้นตอนดังนี้:
-
การลนไฟ: นำใบพลับพลึงมาล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ทาน้ำมัน (เช่น น้ำมันไพลหรือน้ำมันมะพร้าว) บนใบเล็กน้อย แล้วนำไปย่างไฟอ่อนๆ จนใบนิ่มและร้อน
-
การพันหรือประคบ: นำใบที่ยังร้อนอยู่มาพันรอบบริเวณที่มีอาการปวดหรือบวม หากร้อนเกินไปให้ใช้ผ้าขนหนูรองก่อนหนึ่งชั้น
-
การเปลี่ยนใบ: เมื่อใบเย็นลงแล้ว สามารถเปลี่ยนใบใหม่มาพันซ้ำได้วันละ 2-3 ครั้ง
ข้อควรระวัง
-
ยางจากหัว: ในขณะที่ใบมีประโยชน์ แต่ “หัว” และ “เมล็ด” ของพลับพลึงมีสารอัลคาลอยด์ที่เป็นพิษ หากรับประทานเข้าไปอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอย่างรุนแรงได้
-
ความร้อน: การลนไฟต้องระวังอย่าให้ใบประคบร้อนจนลวกผิวหนัง
ใบพลับพลึงเป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีประโยชน์มากในยามฉุกเฉิน หากบ้านไหนพอมีพื้นที่ การปลูกพลับพลึงทิ้งไว้สักต้นก็เหมือนมี “ผ้าพันแก้ปวด” แบบธรรมชาติเตรียมพร้อมไว้เสมอครับ



